ความเรียบง่าย
           ความเรียบง่ายหมายถึงการใช้จำนวน pixel ตามที่ต้องใช้เพื่อให้สื่อสารสิ่งที่ต้องการให้ได้และในการสื่อสารนั้นก็ประกอบไปด้วย ข้อมูลหลัก hard data และ เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ soft information

ตัวอย่างของข้อมูล

Hard data          – ข้อมูล สาระ เนื้อหาสำคัญที่ต้องการจะสื่อ เช่น ข่าว ราคาสินค้า ตารางเวลารถไฟ
Soft Information – ความรู้สึก บรรยกาศของหน้าเว็บ เปรียบเทียบได้กับความรู้สึกเมื่อแรกพบของผู้ชมที่มีต่อเว็บ
ว่าน่าไว้ใจแค่ไหน จะเหมาะสมกับผู้ใช้หรือไม่
เนื้อหาอยู่กึ่งกลาง
            จากที่เคยกล่าวถึงไปเมื่อบทความก่อนหน้านี้ evolution of css layout ว่าหน้าเว็บในปัจจุบันเริ่มถูกออกแบบให้มีเนื้อหาอยู่กึ่งกลาง ตอนนี้เราก็สรุปได้แล้วว่าการวางเนื้อหาไว้ตำแหน่งกลางหน้าเว็บนั้น เป็นหลักการออกแบบที่ดีของดีไซน์ยุค 2.0

ซึ่งเหตุผลก็คือ การวางเนื้อหาไว้กึ่งกลางหน้าเว็บนั้น สามารถแสดงถึงความเรียบง่าย และตรงไปตรงมาได้ และจากการที่เราใช้จำนวน pixel อย่างประหยัดทำให้เราไม่ถูกกดดัน ให้ยัดเยียดเนื้อหาจำนวนมาก ไว้ในพื้นที่เล็กๆ เราสามารถสื่อได้มากกว่าจากความเรียบง่าย และเหตุผลเดียวที่เราอาจจะไม่เลือก ที่จะออกแบบเนื้อให้อยู่กึ่งกลางหน้าเว็บ คือ กรณีที่เราต้องการยัดเนื้อหาไว้ในหน้าเว็บเยอะๆ อย่างเช่น หน้าเว็บของ web application

น้อยคอลัมน์
               เมื่อก่อนเราจะเห็นหลายๆ  เว็บแบ่งเนื้อหาในหน้าเว็บเป็น 3-4 คอลัมน์ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้แค่ 2 คอลัมน์ หรืออย่างมากก็ 3 เข้าข่ายยิ่งน้อยยิ่งดี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่จัดให้หน้าเว็บอยู่กึ่งกลางจอด้วย ทำให้เราไม่ต้องบรรจุเนื้อหาให้เต็มหน้าจอ และเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คอลัมน์จำนวนมากในการสื่อสาร แค่ใช้คอลัมน์ที่จำเป็น ที่ได้เลือกและคัดสรรค์มาแล้ว ทำให้เรียบง่ายกว่า ตรงไปตรงมา และสื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากว่า

แยกส่วนหัวของหน้าเว็บอย่างชัดเจน
               หมายถึงการทำให้ส่วนหัวของหน้าเว็บซึ่งหมายถึงส่วนโลโก้และเมนู โดดเด่นขี้นมาจากส่วนอื่นๆ  เทคนิคนี้ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ มีการประยุกต์ใช้มานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ดี แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้มากขึ้นเป็นพิเศษ และได้มีการแบ่งสัดส่วนอย่างขัดเจนมากขึ้น

การแบ่งสัดส่วนหัวของหน้าเว็บไว้อย่างชัดเจนนั้นดีตรงที่ ได้แบ่งสัดส่วนให้แน่ชัดว่าส่วนไหนคือส่วนเริ่มของหน้าเว็บ ซึ่งเป็นการเน้นหลักการดีที่ต้องการแสดงเนื้อหาอย่างหนักแน่น เรียบง่ายและตรงไปตรงมา  และการแยกส่วนหัวของหน้าเวปนั้นสามารถทำได้หลายวิธีเช่น ใช้สีที่โดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาที่เหลือดังเช่นตัวอย่างข้างต้น หรือจะใช้เส้นขีดแบ่งดังตัวอย่างต่อไปนี้ก็ได้

ส่วนต่างๆของหน้าเว็บประกอบไปด้วย

– เมนู
– พื้นหลัง
– เนื้อหา
– ส่วนอื่นๆ
– ลิงค์
การที่จะจัดกลุ่มแบ่งแยกส่วนต่างๆได้อย่างชัดเจนที่สุดคือการเล่นสี  แต่การใช้ช่องว่างก็สำคัญไม่แพ้กัน

ข้อควรระวัง  ของการเล่นสีคือ สีสรรคต่างๆจะดึงดูดความสนใจไปจากเนื้อหาที่สำคัญ ดังนั้นการวางเนื้อหาลงบนผืนผ้าใบที่ขาวสะอาดจะช่วยให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

 เมนูเรียบง่าย
           เมนูหลักของหน้าเว็บควรมีสักษณะโดดเด่น สังเกตุเห็นและมองออกได้ง่ายว่าเป็นเมนู โดยการใช้ font ที่หนาใหญ่สะอาดและชัดเจน รวมถึงลิงค์ต่างๆในเนื้อหาควรดูโดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาที่เหลือ  เพราะเราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซด์ของเราบอกได้ว่าส่วนไหนเป็นเมนู เพื่อให้รับทราบถึงข้อมูลต่างๆว่า

– ตอนนี้อยู่ที่จุดไหนแล้ว
– สามารถไปที่ไหนได้อีก
– แสดงทางเลือกต่างๆให้ชัดเจน

เราสามารถทำให้เมนูดูโดดเด่นได้โดย
– แยกส่วนออกมาจากเนื้อหา
– ทำให้ดูแตกต่าง โดยใช้โทนสี และรูปร่าง
– ใช้ตัวใหญ่และหนา
– ใช้ภาษาที่ชัดเจนและเป็นสากลเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ลิงค์และเมนูดูโดดเด่นแตกต่างจากเนื้อหาส่วนที่ไม่ได้เป็นลิงค์

โลโก้ตัวหนา
           เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและหนักแน่น

คุณสมบัติของโลโก้

– แสดงออกให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน
– จำได้ง่ายและแตกต่าง
– เป็นตัวแทนภาพลักษณ์

ตัวอักษรตัวใหญ่
           การใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับเว็บสไตล์เก่าๆ การที่เราไม่ได้พยายามยัดเยียดเนื้อหาทำให้เรามีพื้นที่มากขึ้น และทำให้สามารถที่จะเลือกทำให้สิ่งสำคัญมีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่ไม่สำคัญ ซึ่งตัวอย่างการใช้งานที่ผ่านมาได้แก่การใช้ตัวอักษรใหญ่สำหรับหัวข้อต่างๆ

การใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนสายตาสั้น ผู้อ่านที่อ่านผ่านๆ ผู้คนที่นั่งห่างไกลจากจอ หรือผู้ใช้จอ LCD ภายใต้แสงแดด

ถึงกระนั้นเราก็ควรมีเหตุผลในการกำหนดว่าส่วนไหน ควรจะใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ ให้ใช้เฉพาะกับส่วนที่สำคัญ เพื่อกำหนดความโดดเด่นหลังจากที่ได้เคลีย พื้นที่แล้ว ไม่ใช่สักแต่ว่าทำให้ดูใหญ่ไปหมด จะทำให้ดูรก และไม่ได้ผล ถ้าต้องการจุเนื้อหาที่มีความสำคัญพอๆกัน จำนวนมากควรคงขนาดตัวอักษรให้ตัวเล็กเท่าๆกัน

ตัวอักษรแนะนำตัวหนา
            เป็นการสื่อข้อความหลักของเนื้อหา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวอักษรกราฟฟิกมากกว่าตัวอักษรธรรมดา เนื่องจากนักออกแบบต้องการจะควบคุมสิ่งที่หน้าเว็บต้องการจะสื่ออย่างชัดเเจน

   *  แนะนำให้ใช้เมื่อเป็นสโลแกนหลักเท่านั้น

สีสันสดใส
           สีสันที่สดใสมีคุณสมบัติในการดึงดูดสายตา เราสามารถใช้สีที่ตัดกันแบ่งส่วนต่างๆของหน้าเว็บ หรือกำหนดให้ส่วนที่สำคัญดูโดดเด่นขึ้นมาได้  แต่ก็ควรระวังไม่ใช้สีสดเกินไปล้อมรอบเนื้อหา เพราะจะทำให้สายตาถูกดึงหนีไปจากเนื้อหาหลัก ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้

แล้วก็อย่าลืมว่าการที่จุดนึงในหน้าเว็บจะดึงดูดสายตาได้ด้วยสีสันที่สดใส สีในจุดอื่นๆก็ควรจะอ่อนลงตามความสำคัญ มิฉะนั้นจะทำให้หน้าเว็บดูสับสนและยุ่งเหยิง

มีลูกเล่นบนพื้นผิว
           ลูกเล่นต่างๆบนพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นการเล่นแสงเงาหรือการไล่สีให้เป็นสามมิติเล็กน้อย ทำให้ภาพกราฟฟิคต่างๆดูเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยและดูเสมือนวัตถุจริง ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไฟเบอร์  หรือพลาสติกเงา

เทคนิคนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเราทำให้หน้าเว็บมีส่วนที่เป็นสามมิติเพียงเล็กน้อยเพื่อเน้นความโดดเด่นเท่านั้น การทำให้ทุกอย่างเป็นสามมิติไปหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะจะลดความเด่นของสิ่งที่เราต้องการที่จะเน้น และทำให้โหลดช้า

 ไล่เฉดสี
          การไล่เฉดสีสามารถ สร้างมิติ และ กำหนดบรรยากาศของหน้าเว็บได้  มีการนำมาใช้ให้ดูเป็นเงา หรือนำมาใช้บนปุ่มเมนู

เงาสะท้อน  มีหลักๆอยู่ 2 แบบคือ

– เงาสะท้อนบนพื้นผิวของตัววัตถุเอง

– และเงาสะท้อนบนพื้นผิวที่วัตถุวางอยู่

หรือจะนำมาประยุกต์ใช้ให้วัตถุมีเงาสะท้อนบนกลับไป บนพื้นผิวของตัววัตถุเอง ก็จะได้ภาพกราฟฟิคที่น่าสนใจและสวยงาม

 Icon น่ารัก
         ไอคอนต่างๆ  มีบทบาทมากขึ้นในดีไซน์  ปัจจุบันเราเลือกที่จะใช้ไอคอนจำนวนน้อยลง แต่มีความหมายมากขึ้น  การใช้ไอคอนจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมองออกได้ง่าย และสื่อสารความหมายได้อย่างชัดเจน

ในอดีตได้มีการใช้ไอคอนมากเกินไป เช่นใช้กับทุกเมนูที่มี ซึ่งปัจจุบันเรานิยมที่จะใช้ตัวอักษรที่สื่อความหมาย ได้อย่างชัดเจนกว่าและไม่ทำให้หน้าเว็บรกไปด้วยไอคอน  เราจะนำไอคอนมาใช้ในจุดที่สำคัญเท่านั้น

Advertisements

ถ้าอยากจะเป็นนักออกแบบเว็บไซท์ที่ครบเครื่อง ไม่เพียงแต่ดีไซน์เรื่อยเปื่อยไปวันๆ แต่ผมมีเคล็ดลับ
10 ประการมาเปิดเผย เรียกว่าจะทำเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซท์ของคุณหรือลูกค้า อย่างแน่แท้ครับ
1. เว็บไซท์จะต้องมีโลโก้ของเว็บและชื่อ ในทุกๆหน้า และต้องสามารถคลิกที่โลโก้ แล้วกลับมายังหน้าแรกของเว็บได้
2. ถ้าเว็บไซท์คุณมีเกิน 100 หน้า อย่าช้าเลยที่จะใส่ระบบค้นหา หรือ Search Engine ลงไป เพราะไม่งั้นคนที่เข้าชมต้องบ่นแน่ๆ เพราะกว่าจะหาหน้าที่ต้องการเจอ ตาก็แทบถลนแล้ว… เช่นเว็บสนุก หรือ เว็บยาฮู ที่มีการใส่ระบบค้นหาลงไป
3. ระบุชื่อ Title ของเพจ ลงไปด้วยทุกๆหน้า ว่าเกี่ยวกับอะไรแล้ว อย่าปล่อยให้โล่ง หรือขึ้นคำว่า Untitle Page เพราะว่า มันจะทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งมันจะช่วยทำให้การค้นหาในภายหลังง่ายยิ่งขึ้นด้วย
4. พยายามกระชับโครงสร้างของเว็บไซท์ ไม่ให้เละเทะ เยิ่นเย้อ หัวข้อสะเปะสะปะไปหมด แบบนี้แย่ครับ กรุณาจัดโครงสร้างให้เรียบร้อย หัวข้อไหนที่มันคล้ายคลึงกัน ก็ยุบให้มันเหลืออันเดียวที่ เข้าใจได้ชัดสุด จะดีกว่า
5. อย่ายัด สินค้า หรือทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างที่มีในเว็บ ลงไปในหน้าเดียว เพราะมันจะทำให้โหลดช้าสิ้นดี และคนชมจะด่าเอาด้วย ให้ทำเป็นลิ้งค์ แยกเป็นหัวข้อย่อยๆไปจะดีกว่า แล้วคลิกเข้าไปชม หน้าอะไรก็ว่าไป
6. วิธีการใส่รูปสินค้า หรือ รูปภาพ Gallery ให้ใช้วิธีทำเป็นภาพเล็กๆ แล้วให้คนชมสามารถคลิกเลือกได้ ว่าจะดูรูปอะไรแล้วค้อยขยายภาพใหญ่ออกมาอีกที เป็นต้น อย่ายัดรูปจริงๆลงไปรวมกันเลย เพราะอย่างที่บอกว่า เว็บจะโหลดช้าครับ
7. ยังต่อในเรื่องการจัดภาพ ให้จัดเป็นกลุ่มๆ ตามหัวข้อ ไม่มั่วนิ่มแบบบางเว็บ ที่ไม่มีการแบ่งแยกประเภทให้ชัดเจนแล้วคลิกเข้าไป ค่อยมีรายละเอียดเสริมอีกที
8. เวลาทำลิ้งค์ ให้ใส่ Link Title ลงไปด้วย เพื่อให้คนชม สามารถรู้ก่อนได้ว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก่อนที่จะคลิกถ้าใครไม่รู้ว่ามันคืออะไร
9. เช็คให้แน่นอนเลยว่า หน้าที่สำคัญๆของเว็บ จะต้องไม่ถูกซ่อน หรือ หาไม่สะดวก แบบคนชมหาที่คลิกไม่เจอ
10. ข้อสุดท้าย เว็บไซท์ทุกหน้า จะต้องมีแนวทางไปในทางเดียวกัน แบบเอกเทศน์ ไม่ใช่ หน้านึงออกแบบอย่างพอคลิกอีกหน้า ดันออกแบบอีกอย่าง

แนวทางการฝึกสมาธิและการเจริญสติ
มีแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นฝึกปฏิบัติใหม่ เพื่อทดลองฝึกปฏิบัติ (หลังจากที่ได้อ่านแนวทางปฏิบัติทุกแนวแล้วยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหน อย่างไรดี) พอจะรวบรวมได้ ๑๖ ข้อ ดังนี้ คือ

๑. เริ่มจากตื่นนอนในแต่ละวัน ให้ฝึกทำสมาธิอย่างน้อยประมาณ๑๕-๓๐ นาที แล้วจึงค่อยเพิ่มจนถึง ๑ ชั่วโมงเป็นประจำ (อาจมีการสวดมนต์ไหว้พระด้วยหรือไม่ก็ได้) การทำสมาธิจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ และคำบริกรรมที่ใช้แล้วแต่ถนัด เพื่อเริ่มฝึกจิตให้มีคุณภาพ

๒. ต่อด้วยการเจริญสติ คือระลึกรู้ในการทำกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำแปรงฟัน รับประทานอาหาร หรือพบปะพูดจา ฯลฯ ทำกิจได้ก็ให้มีสติระลึกรู้และตื่นตัวอยู่เสมอทุกๆ อิริยาบถ “เดินนับเท้า นอนนับท้อง จับจ้องลมหายใจ เคลื่อนไหวด้วยสติ” หัดรู้สึกตัวบ่อยๆ

๓. ให้ฝึกทำสมาธิ สลับกับการเจริญสติเช่นนี้ ทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง(ระยะเวลาอาจปรับสั้นยาวได้ตามความเหมาะสม) ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่า เป็นการปฏิบัติในแนวทางที่ถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเจริญสติได้คล่องขึ้น ให้เพิ่มการเจริญสติให้มากกว่าการทำสมาธิ

๔. ศีลห้าและกุศลกรรมบถสิบอย่าให้ขาด และให้งดเว้นอบายมุขทุกชนิดตลอดชีวิต หากศีลข้อใดขาดให้สมาทานศีลห้าใหม่ทันทีโดยวิธีสมาทานวิรัติด้วยตนเอง เอาเจตนางดเว้นเป็นที่ตั้ง เพราะศีลเป็นบาทฐานของการปฏิบัติ

๕. ท่านที่มีภารกิจมากและต้องทำกิจการงานต่างๆ ที่จะต้องพบปะติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ให้หมั่นสำรวม กาย วาจา ใจ อยู่เป็นนิจ ให้มีสติระลึกรู้ อยู่กับงานนั้นๆ ขณะพูดเจรจาก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับการพูดเจรจานั้นๆ ตลอดเวลา เมื่ออยู่ตามลำพังก็ให้เริ่มสมาธิหรือเจริญสติต่อไป

๖. เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ  จะมีอาการเผลอสติบ่อยมาก และบางทีเจริญสติไม่ถูก หลงไปทำสมถะเข้า เรื่องนี้ในหนังสือวิมุตติปฏิปทาของท่านปราโมทย์ สันตยากร ท่านกล่าวว่า “ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานได้ จะต้องเตรียมจิตให้มีคุณภาพเสียก่อน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือรู้ตัวไม่เป็น จะรู้ปรมัตถธรรมไม่ได้ เมื่อไปเจริญสติเข้าก็จะกลายเป็นสมถะทุกคราวไป ฯลฯ” ดังนั้น จึงต้องฝึกรู้ตัวให้เป็น และเมื่อใดที่เผลอหรือคิด ใจลอยฟุ้งซ่านไป ก็ให้กลับมามีสติระลึกรู้อยู่กับสภาวะปัจจุบัน ขณะที่รู้ว่าเผลอหรือรู้ว่าคิดฟุ้งซ่าน ขณะนั้นก็เกิดการรู้ที่ถูกต้องแล้ว แต่ต้องไม่ใช่การกำหนดหรือน้อมและไม่ใช่ตั้งท่าหรือจ้องหรือเพ่ง

หากจิตมีอาการเกิดกามราคะ หรือโทสะที่รุนแรง ให้หันกลับมาอยู่กับการทำสมาธิแทนจนกว่าอาการจะหายไป แล้วเริ่มเจริญสติต่อไปใหม่ถ้าอาการยังไม่หายแสดงว่า ท่านไม่ได้อยู่กับสมาธิ ให้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิให้มั่นใหม่อีกครั้ง จนกว่าจะสงบ ความสงบอยู่ที่การปล่อยวางจิตให้พอดี ตึงไปก็เลย หย่อนไปก็ไม่ถึง ต้องวางจิตให้พอดีๆ

๗. ขณะที่เข้าห้องน้ำถ่ายทุกข์หนัก-เบา หนาว-ร้อน หิว-กระหาย ก็ให้เจริญสติระลึกรู้ทุกครั้งไป

๘. ตอนกลางวัน  ควรหาหนังสือธรรมะมาอ่าน หรือฟังเทปธรรมะสลับการปฏิบัติ ถ้าเห็นว่ามีอาการเบื่อหรืออ่อนล้า อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการตั้งใจเกินไป หรืออาจปฏิบัติไม่ถูกทางก็เป็นได้ ให้เฝ้าสังเกตและพิจารณาด้วย

๙. ให้มองโลกแง่ดีเสมอๆ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสตลอดทั้งวันไม่คิด พูด หรือทำในสิ่งอกุศล ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น ให้พูด คิด แต่ส่วนที่ดีของเขา การพูด การคิดและทำ ก็ให้เป็นไปในกุศล คือ ทาน ศีล สมาธิ และภาวนาเท่านั้น (ไม่พูดดิรัจฉานกถา) พยายามประคับประคองรักษากุศลธรรมให้เกิดและให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นเรื่อยๆ บางทีบางโอกาสอาจเห็นความโกรธโดยไม่ตั้งใจ และเห็นการดับไปของความโกรธ ซึ่งความโกรธจะเกิดขึ้นเร็วมากแต่ตอนจะหายโกรธ กลับค่อยๆ เบาลงๆ แล้วหายไปอย่างช้าๆ เปรียบได้เหมือนกับการจุดไม้ขีดที่เริ่มจุดเปลวไฟจะลุกสว่างเร็วมาก แล้วจึงค่อยๆมอดดับลงไป นั่นแหละคือการเจริญวิปัสสนา และต่อไปจะทำให้กลายเป็นคนที่มีความโกรธน้อยลง จนการแสดงออกทางกายน้อยลงๆ จะเห็นแต่ความโกรธที่เกิดอยู่แต่ในจิตเท่านั้น

๑๐. ให้ประเมินผลทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง หรือวันละ ๓-๔ ครั้งและให้ทำทุกวัน ให้สังเกตดูตัวเองว่า เบากายเบาใจกว่าแต่ก่อนหรือไม่เพราะเหตุใด

๑๑. ก่อนนอนทุกคืน ให้อยู่กับสมาธิในอิริยาบถนอนตะแคงขวา(สีหไสยาสน์) หรือเจริญสติจนกว่าจะหลับทุกครั้งไป ถ้าไม่หลับให้นอนดู “รูปนอน” จนกว่าจะหลับ

๑๒. เมื่อประเมินผลแล้วให้สำรวจตรวจสอบ เป้าหมาย คือ การเพียรให้มีสติระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้สังเกตดูว่ามีความก้าวหน้าอย่างไรบ้างหรือไม่ หากยังไม่ก้าวหน้า ต้องค้นหาสาเหตุแท้จริงแล้วรีบแก้ไขให้ตรวจสอบดูว่าท่านได้ปฏิบัติถูกทางหรือไม่ หาสัตบุรุษผู้รู้หรือกัลยาณมิตรเพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรขอคำแนะนำจากเพื่อนนักปฏิบัติด้วยกัน เพราะอาจหลงทางได้

๑๓. ให้พยายามฝึกทำความเพียร เฝ้าใส่ใจในความรู้สึกให้แยบคาย(โยนิโสมนสิการ) พยายามแล้วพยายามอีก ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่ายากมากๆ จนกลายเป็นง่าย และเกิดเป็นนิสัยประจำตัว

๑๔. จงอย่าพยายามสงสัย ให้เพียงแต่พยายามเฝ้าระลึกรู้ในปัจจุบันธรรมอยู่ในกายในจิต (รูป-นาม) กลุ่มปัญหาข้อสงสัยก็จะหมดความหมายไปเอง (หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ ท่านว่า “คิดเป็นหนู รู้เป็นแมว”)  อย่าพยายามอยากได้ญาณ หรือมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น ตัวของเราเองมีหน้าที่เพียงแต่ สร้างเหตุที่ดีเท่านั้น

นักปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก เพราะไม่พยายามรู้ตัว และยังรู้ตัวไม่เป็น ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ หรือไม่ก็ไปพยายามแก้อาการของจิต

ดังนั้นจึงให้พยายามรู้ตัวให้เป็นถ้ารู้เป็นจะต้องเห็นว่ามีสิ่งที่ถูกรู้กับมีผู้รู้ และให้พยายามมีสติพิจารณาอยู่แต่ภายในจิตของตนก็พอ ประการที่สำคัญอีกประการหนึ่งโปรดจำไว้ว่าให้รู้อารมณ์เท่านั้น อย่าพยายามไปแก้อารมณ์ที่เกิดขึ้น (วิมุตติปฏิปทา)

๑๕. จงอย่าคิดเอาเองว่า ตนเองยังมีบุญวาสนาน้อย ขอทำบุญทำทานไปก่อน หรืออินทรีย์ของตัวยังอ่อนเกินไป คิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง จงอย่าดูหมิ่นตัวเอง เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติหรือเจริญสติใหม่ๆ จะเกิดการเผลอสติบ่อยๆจะเป็นอยู่หลายเดือน หรือบางทีอาจหลายปี แต่ฝึกบ่อยๆ เข้าก็จะค่อยๆระลึกรู้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขอให้พยายามทำความเพียรต่อไป ถ้าผิดก็เริ่มใหม่เพราะขณะใดที่รู้ว่าผิด ขณะนั้นจะเกิดการรู้ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ประการที่สำคัญ คือ ต้องเลิกเชื่อมงคลตื่นข่าว และต้องไม่แสวงบุญนอกศาสนา จงอยู่แต่ใน ทาน ศีล สมาธิและภาวนา (บุญกิริยาวัตถุสิบ) ก็พอ

๑๖. จงพยายามทำตนให้หนักแน่นและกว้างใหญ่ดุจแผ่นดินและผืนน้ำที่สามารถรองรับได้ทั้งสิ่งของที่สะอาดและโสโครก ซึ่งแผ่นดินและผืนน้ำรักชังใครไม่เป็น คือทั้งไม่ยินดี (สิ่งของที่สะอาด) และไม่ยินร้าย (ของโสโครก) ใดๆ วางใจให้เป็นกลางๆ ให้ได้ ความสำเร็จก็อยู่ที่ตรงนี้
ท่านที่รู้ตัวได้ชำนิชำนาญขึ้นแล้ว
การเจริญสตินั่นแหละจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะหาอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์มาเป็นเครื่องมืออยู่ที่ถนัด (วิหารธรรม) ให้จิตมีสติเฝ้ารู้อย่างต่อเนื่อง


หลวงพ่อชา สุภัทโท    ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ท่อนซุงที่ลอยล่องไประหว่างสองฝั่ง ถ้าไม่ติดอยู่ข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ช้าก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน”
แต่ถ้าลอยไปติดอยู่กับฝั่งใด (กามสุขัลลิกานุโยค หรือความยินดี)ฝั่งหนึ่ง (อัตตกิลมถานุโยค หรือความยินร้าย) ไม่ช้าก็คงกลายเป็นซุงผุใช้การไม่ได้เป็นแน่


 

ไม้ประดับ กินได้ (home & decor)

เรื่อง : jib-jib

หากค้นตำราอาหารของคนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย จะพบว่าในตำราอาหาร เหล่านั้นมักมีส่วนประกอบเป็นต้นไม้ ดอกไม้ที่ประดับในบ้านร่วมอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีจากดอกไม้เพื่อนำไปปรุงอาหารหรือขนม หรือเด็ดยอดอ่อนมาลวกเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก ขนมจีนก็มีอยู่ไม่น้อย โดยมีฤดูกาลในการผลิดอกออกใบเป็นตัวกำหนดเมนูมื้ออาหาร นอกจากนี้แล้วต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกประดับในรั้วบ้านล้วนแต่ปลอดสารเคมี รับรองความปลอดภัยได้แน่นอน

ไม้ประดับ กินได้

ดอกดาหลา

ไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน นอกจากนำกลีบดอกไปซอยเป็นฝอยกินคู่กับข้าวยำอาหารภาคใต้แล้ว ยังสามารถนำกลีบดอกมาต้มกับน้ำ ใส่เกลือ น้ำตาล ตามใจชอบ เท่านี้ก็จะได้น้ำดื่มดับกระหายยามหน้าร้อน ที่มีสีชมพูสวยงาม

ไม้ประดับ กินได้

ดอกมะลิ

จัดเป็นไม้พุ่มยืนต้น ให้นำดอกตูมและดอกบานมาล้างน้ำให้สะอาด นำมาอบในน้ำที่ต้มสุก 1 คืน เพราะดอกมะลิส่งกลิ่นหอมตอนกลางคืน พอรุ่งเช้าใช้เป็นน้ำลอยดอกไม้ ดื่มเย็น ๆ ชื่นใจ หรือใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนมไทยได้อีก

ไม้ประดับ กินได้

ดอกเข็ม

ไม้ยืนต้น มีพุ่มขนาดเล็ก เมื่อตอนเด็ก ๆ เห็นดอกเข็มเป็นไม่ได้ ต้องเข้าไปดึงก้าน เกสร (ตัวเมีย) ที่ยื่นออกมาจากกลางดอก เพื่อดูดกินน้ำหวานที่มีอยู่น้อยนิดอย่าง เอร็ดอร่อย โตขึ้นมาหน่อยก็ใช้ทั้งดอก นำมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปยำร่วมกับยำส้มโอเพิ่มสีสันให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น

ไม้ประดับ กินได้

เล็บครุฑ

พรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก นิยมนำยอดอ่อนมาชุบแป้งทอด รับประทานเป็นอาหารว่างใช้เฉพาะเล็บครุฑใบกระจกและเล็บครุฑใบผักชี หลังจากตัดก้านใบตรงส่วนยอดออกมาแล้ว ก็เด็ดใบออกจากก้านนำไปชุบแป้งทอด

ไม้ประดับ กินได้

ดอกโสน

ไม้พุ่มขนาดกลางขึ้นตามที่ลุ่มน้ำท่วมถึงออกดอกในช่วงปลายฤดูฝน นิยมนำดอกมาทำขนมดอกโสน หรือนำดอกและยอดอ่อนมาลวกจิ้มน้ำพริก นำดอกไปทอดไข่ ใส่แกงส้ม ก็อร่อยทั้งนั้น

ไม้ประดับ กินได้
 

พวงชมพู
ไม้ดอกเลื้อย นำดอกมาชุบแป้งทอดแสนอร่อย นำเฉพาะดอกหรือส่วนยอดดอกอ่อน ๆ ล้างน้ำให้สะอาด กินคู่กับน้ำจิ้มไก่หรือแกล้มกับน้ำพริก ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน

ขอบคุณ  http://home.kapook.com

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ห้องเรียนแห่งอนาคตทุกคน ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่ Hotที่สุดตอนนี้ ก็คงไม่พ้น เรื่องของการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และสำหรับประเทศไทยแล้ว เราได้เตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง? พร้อมหรือยังที่จะก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน

ในปี ค.ศ. 2015 ( พ.ศ.2558) ที่จะถึงนี้เราจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น ซึ่งอาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association for Southeast Asian Nations) ประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ได้รวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือเสริมสร้างให้ภูมิภาคมีสันติภาพนามาซึ่ง เสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งได้จัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อส่งเสริมให้เป็นตลาดและฐานผลิตเดียวที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุนอย่างเสรี ทั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็นปีที่มีลักษณะของการรวมกลุ่มประเทศเปลี่ยน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทาให้เกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงาน จะมีการถ่ายเทแรงงานด้านฝีมือเพื่อให้สามารถทางานในประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้นใน 8 สาขาอาชีพ คือ

1. วิศวกรรม
2. การสำรวจ
3. สถาปัตยกรรม
4. แพทย์
5. ทันตแพทย์
6. พยาบาล
7. บัญชี
8. การบริการ/การท่องเที่ยว

อาชีพอิสระที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองสามารถเคลื่อนย้ายไป ทางานในประเทศแถบอาเซียนได้ทันที ไม่มีการปิดกั้น อาชีพที่ได้ตกลงไว้คือ แพทย์ พยาบาล บัญชี สถาปนิก วิศวกร โดยในตอนแรกมีการตกลงว่าภาษาที่ใช้ในประชาคมคือภาษาอังกฤษ ซึ่งนักเรียนควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จะต้องเรียนให้เก่งจริง เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ต้องใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะต้องรู้ภาษาอังกฤษ รู้ภาษาจีน รอบรู้ประวัติศาสตร์ และรู้เทคโนโลยีด้วย

ขณะนี้มีหลายประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าไทย ดังนั้นจะมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทางานในเมืองไทยอย่างแน่นอน ช่วง 5 ปีต่อจากนี้ไปอาจยังไม่มีผลกระทบทางลบมากนัก แต่นานไปก็น่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่มีงานทา หรือโดนแย่งงานจากแรงงานต่างชาติ

ใน 4-5 ปีข้างหน้า 10 ประเทศก็จะเหมือน 10 จังหวัด ในการเปิดเสรีทางเงินทุน การค้า การบริการ แต่ข้อเท็จจริงการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือจะต้องมีกฎกติกาตามเงื่อนไขที่ตกลง กัน ในประเด็น 7 สาขาวิชาชีพ ช่างสำรวจ สถาปนิก บัญชี แพทย์ หมอฟัน วิศวกร พยาบาล

เมื่อมีกฎแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศนั้น ๆ ด้วย เช่น วิศวกร จะไปทางานที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ต้องผ่านการสอบของสิงคโปร์ด้วย กลุ่มแรงงานระดับล่างยังไม่ตกลงเพราะเป็นเรื่องใหญ่ แต่อีกกลุ่มวิชาชีพหนึ่งคือ บุคลากรวิชาชีพทางการท่องเที่ยว กาลังอยู่ในขั้นตอนการตกลง มี 9 ประเทศลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่ไทยยังไม่ลงนามเพราะติดกรอบทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการทาข้อตกลงกับต่างประเทศต้องได้รับการยินยอมจากรัฐสภา แม้ยังไม่ลงนามก็มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถ้าไม่ลงนามก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะกล่าวถึงเรื่องของสมรรถนะ ความรู้ความสามารถ (Competency) ในการบริการ การทำงานกับเพื่อนร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัว ความเร็วในการทางาน ความยืดหยุ่นในการทางานเป็นหลัก แต่ต่อไปนี้จะทางานตามหน้าที่ คนมีสมรรถนะคือคนที่ทางานเร็ว เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสม่ำเสมอ

พ่อแม่ผู้ปกครองควรสนใจในเรื่องนี้และปูแนวทางให้ลูกรัก อย่างถูกหลัก วางแผนชีวิตให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงที่คืบคลานมาอย่างรวดเร็วอย่ากระพริบตา อาจพลาดพลั้งสูญเสียงานสำคัญให้ชาวต่างชาติ และคนไทยเป็นได้เพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่ไม่มีทักษะ ไม่มีสมรรถนะ และไม่มีประเทศไหนรับทางานเลยก็ได้ ถามตัวเองว่าลูกหลานเราจะเป็นอันดับที่เท่าไรในตลาดประชาคมอาเซียน

แพทย์และพยาบาลก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่สนใจของอาเซียน แม้แต่ในประเทศไทยก็เป็นที่ต้องการมาก สถานประกอบการบางแห่งก็ขาดแคลน พยาบาลโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอาชีพหนึ่งที่ขาดแคลน เพราะตามกฏหมายสถานประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีพยาบาลประจำโรงงาน เช่น กรณี ลูกจ้าง 200-999 คน ต้องจ้างพยาบบาลจำนวน 1 คนตลอด 8ชั่วโมง และเพิ่มทุก 1000 ขึ้น ต่อพยาบาล 1คน เป็นต้น

ขอบคุณ   http://campus.sanook.com

     มติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา กำหนดเลื่อนสอบแอดมิชชั่นประจำปี 2557 ให้เร็วขึ้นทั้ง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะเริ่มสอบในเดือนธันวาคม 2556 เนื่องจากกำหนดการเดิมส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยที่ได้เปลี่ยนกำหนดเปิดเทอมตามปฏิทินประชาคมอาเซียน

 

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงหลังการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6ประจำปี 2555 ที่ประชุมได้กำหนดปฏิทินการสอบแอดมิชชั่นประจำปี 2557 ต่อคณะอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม โดยกำหนดการสอบ 7 วิชาสามัญ และรับสมัครการสอบความถนัดทั่วไป หรือGAT /และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ PAT ประจำปี 2557 ครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นในวันที่ 7-10 ธันวาคม 2556 ส่วนการสอบGAT/PAT ครั้งที่ 2 กำหนดให้สอบวันที่ 8-17 มีนาคม 2557 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยที่ทำการเลื่อนเปิดเทอมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้รับผลกระทบต่อการรับนักศึกษา หากเริ่มสอบครั้งแรกวันที่ 1-4 มีนาคม 2557 ทั้งนี้หารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยให้ใช้ผลคะแนนสอบแอดมิดชั่นไปเป็นเกณฑ์การรับนักศึกษา เพื่อลดปัญหาการสอบตรง

ที่ประชุม ยังมีการพิจารณาการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยที่ประชุมได้รายงานให้อธิการบดีรับทราบค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท จึงมอบแนวให้ทุกมหาวิทยาลัย ทบทวนการจ้างงานทั้งในระบบราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย หรือลูกจ้างทุกประเภท หากจะมีการพิจารณาเพิ่มบุคคลากรในสถาบัน ควรมีความจำเป็นจริง ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้บรรจุก่อนปี 2555 ที่ยังไม่ได้รับการปรับฐานเงินเดือน 15,000 บาท ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงบประมาณแผ่นดินได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งจะมีการปรับเงินเดือนให้เร็วๆนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบนโยบายรัฐบาลให้อธิการบดีแต่ละมหาวิทยาลัย พิจารณาผลิตบัณฑิตให้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่ประเทศกำลังขาดแคลน และหาแนวทางลดการผลิตบัณฑิตบางสาขาที่ล้นตลาดแรงงานลง

ส่วนความคืบหน้าการเลื่อนเปิดภาคเรียนตามปฎิทินประชาคมอาเซียน นายพงศ์เทพกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือหรือคำตอบของอธิการบดีมหาวิทยาลัยในเครือราชภัฏ ซึ่งเชื่อว่ายังคงกำหนดการเปิดภาคเรียนตามเดิม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอธิการบดี ที่อาจจะไม่ได้เน้นรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

ขอบคุณ   http://campus.sanook.com

 

เนื้อเพลง: ร้องไห้กับฉัน
ศิลปิน: เสือ ธนพล อินทฤทธิ์
อัลบั้ม: เพลงประกอบละคร ลูกไม้หลากสี

แม้ชีวิตไม่เป็นดั่งใจ หากผิดหวังท้อแท้เมื่อใด
ยังมีกำลังใจอยู่ตรงนี้ พร้อมเสมอใหเธอบอกมา
จะไปหาช่วยซับน้ำตา ไม่ว่าใครจะทำให้มันไหล

อย่าให้คนเพียงคนเดียว ทำชีวิตของเธอพัง
เก็บความฝันของเธอเอาไว้

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
แล้วเริ่มใหม่ยัง ไม่สาย
ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
ผ่านไปแล้วลืมมันไป

เมื่อเธอนั้นทำดีสุดแล้ว แต่ไม่แคล้วเสียงคนประณาม
คำเหยียดหยามมันทำให้เธอท้อ
ฉันพอรู้มันเป็นอย่างไร สิ่งที่เสียแล้วให้เสียไป
อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลย

อย่าให้คนเพียงคนเดียว ทำชีวิตของเธอพัง
เก็บความฝันของเธอเอาไว้

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
แล้วเริ่มใหม่ยัง ไม่สาย

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
ผ่านไปแล้วลืมมันไป มันผ่านไปแล้ว ลืมมันไป
อย่าให้คนเพียงคนเดียว ทำชีวิตของเธอพัง
เก็บความฝันของเธอเอาไว้

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
แล้วเริ่มใหม่ยัง ไม่สาย
ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
ผ่านไปแล้วลืมมันไป

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
แล้วเริ่มใหม่ยัง ไม่สาย
ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
ผ่านไปแล้วลืมมันไป

ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
แล้วเริ่มใหม่ยัง ไม่สาย
ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ
ผ่านไปแล้วลืมมันไป